Burapha University Archives

จดหมายเหตุมหาวิทยาลัยบูรพา

BURAPHA UNIVERSITY ARCHIVES

สัมภาษณ์รองศาสตราจารย์เชาวน์ มณีวงษ์

นโยบาย ทิศทางการเปลี่ยนแปลง และเหตุการณ์สำคัญ
ในยุคดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยบูรพา

         ความเป็นมหาวิทยาลัยได้มีการพยายามกันมาทุกยุคทุกสมัย เป็นแล้วก็หาย พอมาช่วงสมัยอาจารย์ ก็มีความคิดกันว่าจะเปลี่ยนแปลงฐานะของมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ อาจารย์ก็เลยเริ่มศึกษา อาจารย์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองอธิการบดีเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 สิ่งแรกที่คิดคือ คำพูดของ ดร.ธำรง บัวศรี เมื่อปี 2498 ที่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องสมบูรณ์แบบเป็นตัวของตัวเอง กับการที่ผู้บริหารคนก่อนๆ ได้พยายามทำแต่ไม่สำเร็จ อาจารย์ก็เลยนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นจุดมุ่งหมายในการทำงาน จึงได้วิเคราะห์หาสาเหตุว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ พัฒนาขึ้นมาเพราะอะไร ก็คิดได้ว่าเหตุผลที่เกิดขึ้นมาไม่ใช่เรื่องของปรัชญา หรือแผนพัฒนาชาติ แต่เกิดขึ้นมาจากความผูกพันทางการเมืองทั้งสิ้น ถ้าจะทำให้สำเร็จไม่เล่นการเมืองไม่มีทาง เพราะบ้านเราขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ. เพราะฉะนั้นจะเล่นการเมืองอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็เริ่มเล่นการเมือง แล้วตั้งคณะกรรมการขึ้นมา สิ่งที่ทำคือ ข้อแรก ผูกมิตรกับนักการเมือง ใครก็ได้ที่เห็นความสำคัญของเรา แล้วก็พยายามเสนอความคิดให้ทราบ นักการเมืองหลายคนโดยเฉพาะ ส.ส.ชลบุรี ก็สนใจ เราบอกเค้าว่าที่นี่สร้างมาตั้งแต่ปี 2498 สมควรเป็นมหาวิทยาลัยได้แล้ว ทุกคนก็เห็นว่าอีสเทิร์นบอร์ดกำลังจะเกิดขึ้น ในที่สุดคณะกรรมการก็ไปนำโครงการเก่าๆ กลับมาใหม่ แล้วเชิญนักการเมือง อาจารย์ก็ดูว่าใครมีอิทธิพลในช่วงนั้นมากที่สุด เห็นว่าเป็น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แล้วก็เป็นคนริเริ่มอิสเทร์นซีบอร์ดด้วย อาจารย์ก็เลยไปหาท่านที่ทำเนียบกับนายกสมาคมศิษย์เก่าในขณะนั้น ท่านก็ชอบให้นำเรื่องมา ก็ปรากฎว่ารัฐบาลนั้นล้มไป แต่ความพอดีก็เกิดขึ้นที่ พล.อ.ชาติชาย มีความคิดที่จะสร้างมหาวิทยาลัยที่โคราชเหมือนกัน ก็เลยผนวกว่าเมื่อท่านจะสร้างที่โคราชก็ขอบางแสนพ่วงไปด้วยจึงสำเร็จ แล้วก็ยังมีมหาวิทยาลัยนเรศวรที่พิษณุโลกกับอุบลราชธานี ซึ่งเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยขอนแก่น พล.อ.ชาติชาย ก็เร่งทบวงให้พัฒนาสถาบันที่มีอยู่แล้วให้เป็นมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ทบวงก็เรียกระดมพลทำโครงการสร้างมหาวิทยาลัยใหม่ทั้งหมด 4 โครงการ มีการสัมมนาหลายครั้ง ที่สำคัญที่สุดคือที่ชะอำ อาจารย์ไปกับผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนก็นำโครงการไปเสนอแนะ ปรากฎว่าของเรามีศักยภาพในการจะเป็นมหาวิทยาลัยสูงที่สุด เพราะวิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน มีชื่อเสียงมานาน ครูอาจารย์มีความสามารถ ศิษย์เก่าออกไปทำงานก็ได้ผลดีทั้งทางวิชาการก็เก่งสอบชิงทุนได้, ไปทำหน้าที่เป็นผู้บริหารหลายระดับ, กีฬาก็เก่งทั้งฟุตบอล บาสสเก็ตบอล ซอฟท์บอล เก่งจนถึงระดับกีฬาแห่งชาติ พอพูดถึงบางแสนแล้วภูมิใจ เรียนเก่ง เล่นกีฬาก็ดี ลูกศิษย์ลูกหาไปทำงานที่ไหนก็หนักเอาเบาสู้ เพราะเราอยู่โรงเรียนกินนอน ครูอาจารย์ก็ปลูกฝังความเป็นคนดีมีคุณภาพ ให้เป็นคนอาสาทำงานในหน่วยงานที่ไปสังกัด ทำให้มีชื่อเสียงมาก ที่นี้เราก็ประเมินแผนของเราว่าเราจะสร้างมหาวิทยาลัยบูรพา ตอนแรกยังไม่รู้ชื่ออะไร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกมั่ง ชื่ออื่นๆ มั่ง ความหมายครั้งแรกที่เราจะสร้างมหาวิทยาลัยก็คือ จะไม่ให้เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่น โดยเฉพาะคณะที่จะตั้งใหม่เราพยายามจะตั้งคณะที่ยังไม่มีในเมืองไทย หรือเป็นคณะที่ฉีกแนวในการทำงานไป เช่น คณะเกษตร แต่ไม่ใช่เกษตรพื้นฐาน เราอยากทำเกษตร อุตสาหกรรม
อย่างนี้เป็นต้น คณะวิศวะ แต่จะเป็นประเภทวิศวะที่บุกงานใหม่ เช่น วิศวะชายฝั่ง อาจารย์เคยไปดูงานที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ก็เห็นว่าเมืองไทยโดยเฉพาะบางแสนทำแล้วเหมาะมาก เพราะเรามีฝั่งทะเลตั้ง 1,600 กม. ทรัพยากรในทะเลก็มากมายมหาศาล คนไทยเองไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ต่างประเทศรู้แล้วเค้าก็มีวิชาการในการที่จะมาสำรวจดู ดังนั้นเราต้องสร้างคนเพื่อจะได้รู้ว่าทรัพย์สมบัติของแผ่นดินอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทะเล แต่เราทำโครงการไปว่าจะทำคณะนี้ ผู้มีอำนาจเค้าบอกว่าไม่ได้ ไม่เคยมีใครทำ วิศวะเราก็เลยกลายเป็นวิศวะอย่างเดิม ซึ่งผมก็บอกว่าไม่จำเป็นถ้าอยากให้คนเพิ่มขึ้นก็ให้จุฬาฯ ทำ ตอนนี้เรามีวิศวะอุตสาหกรรม ไฟฟ้า โยธา ทั่วๆ ไปไม่มีอะไรแปลกเราถามว่าวิศวะชายฝั่ง วิศวะวัสดุศาสตร์ (Packaging) มีหรือไม่ เป็นวิศวะกรรมในการออกแบบหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ ครั้งหนึ่งอาจารย์ได้รับทุน Japan foundation ไปญี่ปุ่น 3 อาทิตย์ อาจารย์ก็ไปในตลาดไปดูแอปเปิ้ล ก็เห็นมันบรรจุหีบห่ออย่างดี แต่พอเป็นมะม่วงจากบ้านเรากลับใส่เข่งไป ทำไมเราไม่ทำบรรจุภัณฑ์ สินค้าเราจะได้มีราคา บ้านเราเป็นสินค้าควรจะคิดว่าจะทำบรรจุภัณฑ์อย่างไร สินค้าเกษตรเราจะได้สู้เค้าได้เหมือนแอปเปิ้ล รวมทั้งสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ สินค้าเราดีกว่าประเทศอื่นเยอะโดยเฉพาะผลไม้ถ้าเราทำบรรจุภัณฑ์อย่างดี ก็จะทำให้สินค้ามีคุณภาพมากขึ้น นั่นเป็นความคิดของอาจารย์ แต่ไม่ได้รับการสนองตอบ ก็เลยต้องทำวิศวะอย่างที่เห็น ส่วนทางด้านอื่นก็คิด เพราะมหาวิทยาลัยต้องเป็นชุมชนทางวิชาการโดยไม่มีขอบเขต เพราะฉะนั้นอาจารย์จะเกลียดคำว่า “ไม่มีที่ไหนเค้าทำกัน” มาก อาจารย์อยากจะถามว่าที่เราผลิตดอกเตอร์คนแรกคือใคร ก็ไม่มีใครรู้ ถ้าเราไม่ลองทำแล้วมันจะมีได้อย่างไร ถ้าเรามีความเชื่อในความสามารถที่เราจะทำ จะสร้าง องค์ความรู้ใหม่ วิชาชีพ แนวความคิดใหม่ มันก็ต้องลอง ถ้าไม่ได้หรือไม่ดีค่อยว่ากัน ไม่ใช่พอจะคิดอะไรใหม่ๆ ก็มาใช้คำนี้ผมไม่ชอบ อย่างธุรกิจท่องเที่ยวการโรงแรม อาจารย์ถือเป็นไฮไลท์เลยที่จะทำ เพราะเราอยู่ในอีสเทิร์นซีบอร์ด มีโรงแรมเยอะแยะ อาจารย์วางโครงการไว้แต่มันก็ไม่เป็นตามนั้น ในที่สุดก็คือมหาวิทยาลัยที่เหมือนเดิม เราก็มาดูว่ามีวิทยากรใหม่อะไรเกิดขึ้น สร้างคนใหม่ๆ ให้กับสังคมบ้างหรือไม่การทำงานแต่ละวันก็พยายามคิดว่าจะสร้างอะไรใหม่ๆ ต่อไป ก็พยายามส่งคนในหน่วยงานต่างๆ ไปเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้รู้จักคนเยอะเพื่อมาพัฒนางาน  การเป็นมหาวิทยาลัยมันต้องมีทรัพยากรบริหาร ต้องมีองค์ประกอบมากมาย เช่น เงินทองพอใช้ไหม เพราะมหาวิทยาลัยเป็นตัวของตัวเอง แล้วอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียน จะเอามาจากที่ไหน ที่สำคัญที่สุดคนจะทำอย่างไร ขณะนี้คนของเราในปัจจุบันอยู่กันอย่างเคยมากว่าอยู่กันอย่างควร คือ บางคนอยู่มาตั้งแต่เป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน พอมาเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ยังเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิด วิธีการทำงานหรือโอกาสในการทำงาน ดังนั้น เราจะเตรียมคนเหล่านี้อย่างไร นั่นประการหนึ่ง ประการที่สองเราจะหาคนมาเพิ่มได้ยังไงที่จะเป็นกำลังในการทำงาน เพราะการที่จะเดินไปได้ต้องใช้คน ต้องเป็นทีมวิธีการเหล่านี้มันยุ่งยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเก่ากับทัศนคติเก่าๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิด สิ่งที่เราอยากเห็นในขณะนี้คือ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ เดิมทีเดียวเราคิดว่าจะมีคณะแพทยศาสตร์ได้แล้ว มีวิทยาศาสตร์สุขภาพเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้เกิด แม้กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว อาจารย์ไปประชุมที่กระทรวงสาธารณสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาล 2 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เค้าทำโครงการแพทย์ชนบท อาจารย์ก็ไปบรรยายให้นักเรียนแพทย์ฟัง เค้าอยากให้เรารีบทำโครงการแพทย์ให้เสร็จ ซึ่งเราจะต้องทำคณะวิทยาศาสตร์ให้เข้มแข็ง เพราะมันเป็นพื้นฐาน เราก็กลับมาทำโครงการ แล้วคิดว่าปี 41 จะเปิดโรงเรียนแพทย์ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สำเร็จ ไม่เป็นไปตามแผน ตอนนี้เราไปขยายวิทยาเขตที่จังหวัดสระแก้วกับจันทบุรี แต่อาจารย์อยากทำที่จังหวัดตราด มีคนให้ที่ 3,000 ไร่ แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะอยู่ติดชายแดนเขมร ความคิดของอาจารย์ในทางวิชาการต่อมหาวิทยาลัยคือ หาทรัพยากรมาให้ได้ เป็นภาระกิจสำคัญของผู้บริหารต้องทำให้ได้ อาจารย์เคยคิดว่าเราขาดอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจารย์ก็ทำโครงการอาสาทางวิชาการอาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ขึ้นมา แล้วก็ไปสำรวจตามสถานที่อุตสาหกรรมต่างๆ ก็เจอคนที่จบวิศวะฯ ประมาณ 200 กว่าคน ในจำนวนนี้ยินดีมาเป็นอาจารย์วิศวะที่บูรพา ประมาณ 40 คน แต่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา เค้าต้องมาสอนนอกเวลาทำงาน และต้องให้มหาวิทยาลัยประมวลการสอนให้ชัดเจนว่าจะสอนเรื่องอะไร อย่างไร มีกิจกรรมการเรียนอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นคณะวิศวกรรมศาสตร์จึงต้องจัดการเรียนการสอนไม่เหมือนคนอื่น อาจจะต้องปรับตารางเรียนบ่อยๆ ตามเวลาทำงานของอาจารย์พิเศษ ก็ไม่ลำบากอะไรแต่สำหรับมหาวิทยาลัยเราจะชอบจัดการเรียนการสอนแบบต้องป้อนให้นิสิตตลอดเวลาไม่ต้องดิ้นรนขวนขวาย ซึ่งจะทำให้ติดเป็นกิจนิสัย นานเข้าก็จะเปลี่ยนเป็นลักษณะนิสัย และสังคมนิสัยตามลำดับ ประเทศเราต้องสร้างกิจนิสัยของคนในชาติ เพื่อให้เป็นสังคมนิสัย หรือนิสัยของประเทศชาติ การจะพัฒนามหาวิทยาลัยต้องมีการวางแผน นึกถึงว่าในอนาคตข้างหน้ามหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ นิสิต จะเป็นอย่างไร เมื่อคิดแล้วก็เอาทรัพยากรการบริหารใส่เข้าไป ถึงจะเรียกว่าเป็นการบริหารที่มีเป้าหมาย เท่าที่ผ่านมาอาจารย์ใช้วิธีบริหารแบบนี้ ต้องทำให้ได้ไม่ได้ก็ต้องทำ

สัมภาษณ์โดย สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา
วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2541 เวลา 09.30 น.
ณ สำนักงานพรรคชาติไทย จังหวัดชลบุรี