Burapha University Archives

จดหมายเหตุมหาวิทยาลัยบูรพา

BURAPHA UNIVERSITY ARCHIVES

สัมภาษณ์รองศาสตราจารย์เชาวน์ มณีวงษ์

ลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย

         มหาวิทยาลัยบูรพา ก็เกิดขึ้นมาจากที่ของคุณหญิงโทณะวณิก อะมนตรี ที่จริงที่ดินผืนนี้เป็นของเชื้อพระวงศ์ เดิมเค้าเรียกสวนหลวง เป็นป่ามะพร้าวแต่ถูกละเลย นอกจากสวนมะพร้าวก็จะมีต้นสาปเสือ กันต้นตะบองเพชร ดงตะบองเพชรที่เยอะๆ ก็จะมีที่โรงอาหาร (แคนทีน) กับหอหญิง แล้วมีต้นพุทรา พื้นที่เต็มไปด้วยป่า ที่สำคัญอีกอย่างคือ ที่จะเต็มไปด้วยศาลพระภูมิ เพราะชาวบ้านมาสร้างไว้ตั้งแต่เก่าผุพัง จนถึงใหม่เอี่ยมเพิ่งสร้าง แล้วบางส่วนทางฝั่งตะวันออกทางหอหญิงข้างใน ก็จะมีหลุมฝังศพมีโครงกระดูก เพราะเคยเป็นป่าช้า มีศาลเจ้าของจีน ทีนี้เรื่องที่มีปัญหาคือ ศาลพระภูมิ เดิมทีมีเป็นร้อยๆ พอสร้างมหาวิทยาลัย เราก็เลยไม่รู้จะเอาศาลพระภูมิไปไว้ที่ไหน ในที่สุดก็เอาไปไว้ที่วัดดอน คิดว่าไม่เป็นไร พอปี 2499 เราสร้างหอนอน ปลายปีก็เข้ามาอยู่ปี 2500 ก็มีเหตุการณ์ประหลาด คือ อาจารย์ที่คุมหอนอน อ.บุญส่ง วัฒนสาร ท่านฝันว่ามีคนๆ หนึ่ง นุ่งผ้าขาวม้าหยักรั้งสีแดง ไม่มีเสื้อ ตัวใหญ่มาก มาชี้หน้าท่านว่ามึงเอาบ้านกูไปไว้ไหนหมด อ.บุญส่งก็เล่าให้อาจารย์คนอื่นฟัง ก็มีทั้งเชื่อและไม่เชื่อ แล้วเหตุการณ์ก็ผ่านไป ปี 2501 อาจารย์อยู่ปี 3 ก็ปรากฏว่ามีนิสิตรุ่น 2 คนหนึ่งไม่สบายไม่ทราบสาเหตุ ซึม ปวดหัว แล้วไม่ถึงสัปดาห์ก็เสียชีวิต ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอถึงนิสิตรุ่น 3 ชื่อเฉลา เป็นคนสวยมาก ก็มีลักษณะอาการเดียวกับคนก่อนแล้วก็เสียชีวิต ดร.ธำรง บัวศรี ก็เริ่มคิดว่านิสิตเราเสียชีวิตจะทำอย่างไร อ.ลดาวัลย์ นุสติ ก็เป็นคนรับผิดชอบไปติดต่อหลวงสุวิชาเป็นทหารเรือแต่เก่งเรื่องนั่งทางใน ท่านก็บอกว่าพวกคุณเอาบ้านเค้าไป ไปสร้างบ้านให้เค้าซะ ดร.ธำรง ก็เลยจัดพิธีบวงสรวง มีพราหมณ์มาทำพิธีตั้งศาลพระภูมิหน้ามหาวิทยาลัย ก็เรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร ทีนี้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านมีบ้านอยู่ที่แหลมแท่น ท่านเห็นพวกเราขี่จักรยานไปมา ท่านก็ถาม พล.อ.เนตร เขมะโยธิน ซึ่งเป็นเลขาท่านว่า พวกนี้โรงเรียนอะไร พล.อ.เนตร ก็บอกว่าเป็นโรงเรียนฝึดหัดครู มีผู้หญิงผู้ชายเรียนรวมกัน จอมพล.ป ท่านก็บอกไม่ดี ผู้หญิงผู้ชายอยู่รวมกันไม่ปลอดภัย ท่านก็สั่งให้ทำรั้วโดยใช้เงิน กศส. คือเงินช่วยเหลือทางด้านการศึกษและสาธารณสุข ทีนี้การทำรั้วถาวรของมหาวิทยาลัยก็ต้องไปขออนุญาตกรมทางฯ ก็ปรากฏว่ากึ่งกลางถนน เราต้องสร้างรั้ว 15 เมตร กลายเป็นว่าศาลพระภูมิที่เราสร้างไว้ไปอยู่นอกรั้ว ก็เลยมีเหตุการณ์เดิมๆ เกิดขึ้นอีกคือ นิสิตป่วย เสียชีวิต 2-3 คน อ.ลดาวัลย์ ก็เลยไปหาหลวงสุวิชาอีก ท่านสั่งให้ศาลพระภูมิมาไว้ในรั้ว ก็เลยทำพิธีครั้งที่สอง นิสิตรุ่นเก่าๆ จึงเคารพกราบไหว้ศาลพระภูมิหน้ามหาวิทยาลัยมาก สมัยที่ผมเป็นผู้บริหารก็ได้นำพระมาประดิษฐาน เป็นพระที่ปั้นจากซากปรักหักพังของวัดป่าสาละวัน โคราช สมเด็จพระสังฆราชได้เสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยพระองค์เอง แต่ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหนสมัยก่อนทางมหาวิทยาลัยมีทางเดียว คือ ประตูใหญ่ เส้นที่ผ่านหน้า ภปร. แล้ววนไปออกประตูศูนย์แพทย์ ส่วนภายในตามตึกต่างๆ เรียกถนนชั้นสอง เดิมที่โล่งหน้ามหาวิทยาลัย ตรงหอชาย 10 เก่า (ตอนนี้เป็นหอหญิง) ตั้งใจจะเอาไว้ทำธุรกิจของมหาวิทยาลัย เพื่อหาเงินเข้ามหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ตัดถนนเข้าไปก็เลยเสียพื้นที่แต่อนาคตที่ตรงนี้จะมีราคา ตอนแรกผมตั้งใจจะทำโรงแรม ศูนย์การค้าของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างงานให้นิสิตและหารายได้ให้มหาวิทยาลัย อีกหน่อยก็จะได้เปิดวิชาการโรงแรม ขึ้นมารองรับแล้วเอานิสิตมาฝึกงาน แต่ตอนนี้คงทำไม่ได้ สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยได้มาจากการประกวด แต่ไม่มีใครได้ตำแหน่งชนะเลิศ คณะกรรมการก็เลยเอาหลายๆ แบบมาผสมผสานกัน จนเป็นแบบปัจจุบันสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยใช้เลข 9 เป็นหลัก หมายถึง รัชสมัยของ ร.9 ความก้าวหน้าการพัฒนา เลข 9 จะล้อมรอบด้วยรัศมี 8 แฉกหมายถึง อริยมรรค (อริยสัจ 4-มรรค 8) แต่ตอนหลังคนหมายความว่า 8 จังหวัด ด้านล่างมีเส้นโค้ง หมายถึง น้ำทะเล ซึ่งจะมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา หมายถึงว่าเราจะมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง แล้วก็ไปขอพระราชทานปรัชญาของมหาวิทยาลัย คือ สุโข ปัญญา ปฏิลาโภ ความได้ปัญญาทำให้เกิดสุข 8 คำ เพราะมหาวิทยาลัยเกิดวันที่ 8 เดือน 8 ส่วนสีประจำมหาวิทยาลัยใช้สีเดิม ตั้งแต่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือ เทา-ทอง เดิมของ มศว. เป็นเทา-แดง แต่เมื่อแยกวิทยาเขตก็ต้องให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยคงสีเทาไว้เพราะหมายถึงสมอง ดร.ธำรง เป็นคนคิดว่าควรใช้สีเทา-ทอง หมายถึง การคิดอย่างมีคุณธรรมและมีประโยชน์กับสังคม ธงประจำมหาวิทยาลัยเราก็ใช้สีเทา-ทอง อย่างเดิมเหมือน มศว. แต่เปลี่ยนตรามหาวิทยาลัย วันเกิดมหาวิทยาลัยก็ยังคงเป็น 8 กรกฎ เพราะสถานที่แห่งนี้เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎ การเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยก็เหมือนกับเป็นการพัฒนา การเจริญงอกงาม ชุดครุยของมหาวิทยาลัย ก็มีการพูดคุยกันมาก มีการออกแบบมาดูกัน แบบแรกเป็นแบบไทยๆ คล้ายจุฬาเป็นครุยโปร่ง แบบที่สองเป็นครุยทึบคนคิดคือ อ.สุชาติ เถาทอง และอีกแบบคือแบบสากล เป็นสีดำแล้วมี HOOD สีตามคณะ ก็มีการโหวตกัน สรุปแบบสากลได้รับการโหวตให้ชนะแต่ไม่มาก ส่วนของปริญญาโทเค้าอยากทำแบบของ มศว. คือเป็นครุยแขนสั้น แต่ผมไม่ยอมให้ใช้บั้งแทน จะได้รู้ว่าเป็นปริญญาโทแล้วมีสาปใหญ่ตามสีคณะ ปริญญาเอกก็มีสามบั้ง ทุกคนก็ยอมรับครุยปริญญาโทจะสวย เรื่องของสีประจำรุ่นเริ่มมามีตอนมีนิสิตรุ่น 5 ผมเป็นอาจารย์แล้ว รุ่นที่ 1 จะไม่เหมือนใคร ใช้สีขาว รุ่นที่ 2 เหลือง-ดำ รุ่นที่ 3 ขาว-แดง รุ่นที่ 4 น้ำเงิน-ขาว รุ่นที่ 5 เขียว-ขาว รุ่นที่ 6 ก็วนไปเหลือง-ดำ อีก ส่วนชื่อรุ่นจะเปลี่ยนไป แล้วแต่จะตั้งกันเอง ส่วนใหญ่เป็นชื่อของสัตว์ในวรรณคดี เพลงมหาวิทยาลัยมีการร้องผิดบ่อยๆ ต้องเป็น “น้ำใจมีโอบเอื้อจุนเจือจาน” ตอนนี้ร้องเป็น “น้ำใจดีโอบเอื้อจุนเจือจาน” 

เหตุการณ์เดินขบวน: เป็นเรื่องของคนสูญเสียอำนาจ เหมือนกับเป็นกรรมของมหาวิทยาลัยที่คนในจะอยู่ไม่ได้ มีการอิจฉาริษยากัน ถึงต้องเอาคนนอกมาเป็นผู้บริหาร ผมเชื่อว่า
พวกนี้จะอยู่อย่างไม่ปกติสุข ช่วงที่ผมเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย คนอยากเป็นกันเยอะ ฝุ่นก็ยังเยอะเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เห็นมีใครจุดกระแส เพราะผมว่าคนที่จุดกระแสคราวนั้น ตอนนี้คงได้เข้าไปนั่งทำงานหมดแล้วอยากจะฝากว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีสติมีหิริโอตัปปะละอายต่อบาป การอิจฉาริษยา แก่งแย่งชิงดีกันไม่เกิดประโยชน์ควรสนับสนุนคนที่ทำดีมีผลงานมากกว่า อาจารย์มองว่าการเดินขบวนครั้งนี้เป็นการปรุงแต่ง สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องความไม่ปลอดภัยของนิสิต ไม่ใช่เรื่องสวัสดิภาพ สวัสดิการของนิสิต เพียงการหาเหตุ อาจารย์คิดว่าสิ่งที่ต้องการคือตัวอาจารย์เป็นต้นเหตุ เพราะเราเป็นอธิการฯ ถ้าเราไม่ได้เป็นอธิการฯ คนเหล่านี้ก็จะไม่เคลื่อนไหวอาจารย์ถึงยอมเมื่อโครงการที่เราทำไว้เป็นรูปเป็นร่าง
ก็เลยยอมออก แล้วขณะนี้คนที่ดำรงตำแหน่งทำอะไรบ้าง นิสิตก็ยังเป็นอยู่แบบสำหรับนิสิตที่ดำเนินการผมถือว่าเป็นรุ่นลูก ผมไม่ทำร้ายเค้า มีคนพยายามที่จะทำร้ายเด็กเหล่านี้เยอะแยะ เพื่อนฝูงผม คนมีบารมีในท้องถิ่น เด็กพวกนี้เงาหัวจะขาดเค้าจะเอามันตาย ผมต้องห้ามไว้เพราะผมถือว่าผมเป็นต้นเหตุ ผมยอมรับแทนเค้า อยากทำอะไรทำไปผมไม่ว่า แล้วในที่สุดเด็กเหล่านี้ก็คิดได้ ว่าตกเป็นเครื่องมือเค้า แต่กว่าจะคิดได้ก็สายแล้ว แล้วตอนนี้มีอะไรเดือดร้อนก็วิ่งมาหาผม นิสิตหรือมหาวิทยาลัยวิ่งมาของบประมาณกรรมการ ส.ส. ถ้าผมใจไม้ไส้ระกำผมตัดขาดไปแล้ว 

ย้อนพูดถึงหอสมุด: ผมเป็นคนออกแบบ ตอนแรกเค้าจะให้ไปอยู่ตรงคณะพยาบาลผมไม่ยอม เพราะที่ตั้งปัจจุบันนี้เป็นศูนย์รวมและสามารถเชื่อมกับห้องสมุดเดิมได้ ผมจะทำเป็นห้องสมุดอิเลคทรอนิกส์ ไลเบอรี่ เพราะผมไปดูงานที่ออสเตรเลียมา แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำอยากจะฝากว่า ของเก่าๆ ในมหาวิทยาลัยที่ยังใช้ประโยชน์ได้ให้รักษากันไว้ เพราะเราเป็นมหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์ เราสร้างมาจากฐาน 2 ฐาน คือ วิทยาศาสตร์ ความเจริญก้าวหน้าอีกฐานหนึ่งคือ มนุษยศาสตร์ หมายถึงความติดดิน ตั้งอยู่บนภราดรภาพ มีความสามัคคีกัน อย่าแบ่งพรรคแบ่งพวก เพราะมหาวิทยาลัยมีชีวิต ชีวิตของมหาวิทยาลัยคือทุกคนที่อยู่ที่นี่ ถ้าไม่มีความสามัคคีกัน จะหาความได้จากไหน มหาวิทยาลัยคงพัฒนาไม่ได้ ใครทำดีก็ควรส่งเสริมกัน มหาวิทยาลัยถึงจะไปรอด ฐานงบประมาณก็ต้องสร้างขึ้น แต่ก่อนภาควิชาหนึ่งได้งบฯ ไม่กี่พัน แต่เดี๋ยวนี้ได้กันเป็นแสน เพราะผมกับดร.สุเมธ ผมเอาค่า FTS คูณจำนวนนิสิต สมมติคณะไหนมีนิสิต 20 คน คุณก็รับไป 20 คน แต่ถ้าคณะไหนมี 100 คน คุณก็จะได้งบฯ สำหรับ 100 คน แบบนี้คือใครขยันใครทำงานมาก ก็รับงบฯ ไปมาก แต่สำหรับคณะวิศวะฯ จะให้ตามจำนวนไม่ได้ ต้องให้ตามความสำคัญของงาน วิศวะฯ จะได้มาสองทางคือ 1. งบประมาณรายหัวจากรัฐบาล 2. มหาวิทยาลัยต้องแบ่งงบฯ ส่วนหนึ่งให้ เพราะเรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีต้องพัฒนาไปไกล อย่างศิลปกรรมศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้น นิสิตมีน้อยให้ตามจำนวนก็ไม่ได้ ถ้าอยากจะสร้างต้องสร้างจริยศาสตร์ จิตวิญญาณที่เป็นสุนทรีย เพื่อไปทำให้เกิดความแตกต่างกับด้านวิทยาศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ เพราะมหาวิทยาลัยจะไปเน้นด้านวิทยาศาสตร์อย่างเดียวก็ไม่ได้ คนเราต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม นี่คือเป้าหมายของมหาวิทยาลัย ต้องส่งเสริมความคิดของคนทางด้านทฤษฎี ความรู้ ต้องทำเลยไม่ต้องคำนึงว่าผลิตแล้วนิสิตจะไม่มีงานทำ เพราะมหาวิทยาลัยต้องเป็น UNIVERSE ต้องครอบคลุม เราไม่ใช่โรงเรียนอาชีวะที่ผลิตเด็กออกมาแล้วต้องมีงานทำ แต่ต้องทำสิ่งที่ประเทืองปัญญา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องคิดตรงนี้ สังคมจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราจะมีอะไรรองรับได้ เพราะคนในสังคมเป็นทรัพยากรที่สำคัญของโลก ทุกวันนี้เราทำงานกันน้อย สมมติเอกหนึ่งรับนิสิตสัก 20 คน เพราะว่ารับน้อยแล้วจะมีคุณภาพ แล้วเด็กที่เข้าเรียนไม่ได้อีกเท่าไหร่ที่เค้าไม่ได้โอกาสเข้าเรียน ทำไมเราไม่ทำงานกันเพิ่ม มหาวิทยาลัยลงทุนเพิ่มขึ้น เชื่อมั้ยว่าเรามองดูแต่ตัวเลขที่รับมา แต่เราไม่ได้นึกถึงตัวเราที่ต้องสูญเสียคือ ปีหนึ่งรับมา 100 คน พอปี 2 หายไป 20 คน แล้วทำไมตรงนี้เราไม่รองรับ สมมติเราต้องการ 100 คน แต่เหลือ 80 คน เราจะทำยังไง เราต้องรับเผื่อไว้ให้เกิน 100 คน อาจารย์อาจต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ถือเป็นการให้โอกาสคน แล้วมหาวิทยาลัยยังจะได้เงินจากพวกนี้เพิ่มขึ้น ทำให้งบฯ มากขึ้น เพราะฉะนั้นคิดในเรื่องวิชาการแล้ว ก็ยังได้ธุรกิจแฝงมาด้วย นี่ถ้าไปทำงานแบบนี้ในมหาวิทยาลัยเอกชน ถูกไล่ออกไปแล้ว เราดูแต่การรับแต่พอนิสิตจบไม่มีใครดูว่าครบตามเป้าหรือไม่

สัมภาษณ์โดย สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา
วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2541 เวลา 09.30 น.
ณ สำนักงานพรรคชาติไทย จังหวัดชลบุรี